บริกรโชว์ห่วย-ทาสรับใช้ทักษิณบริกรโชว์ห่วย
และแล้วชื่อของ สุวรรณ วลัยเสถียร ก็โด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากรับใบสั่งจากตระกูล "ชินวัตร" และ "ดามาพงศ์" ให้เป็นโฆษกเฉพาะกิจวันเดียว
มีหน้าที่แก้ต่างเพียง 3 เรื่องตามสคริปต์ที่เตี๊ยมกันไว้แล้วจากคนใหญ่คนโตของทั้งสองตระกูล
เรื่องการขายหุ้น 73,000 ล้านบาท, เงื่อนงำการเปิดบริษัทแอมเพิล ริช ในแหล่งฟอกเงินและเลี่ยงภาษีระดับโลกที่ "หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น" และประเด็นหลบเลี่ยงภาษี
100% ชัวร์ว่า...ไม่ใช่ใบสั่งจากผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ชื่อ "น.ส.พิณทองทา" และ "นายพานทองแท้" แน่
เพราะถ้าลอง "ติ๊กผิด ติ๊กถูก" กับการกรอกเอกสารสำคัญขนาดนั้นได้ ก็คงไม่น่าจะเข้าใจเรื่องราวสลับซับซ้อนของการโยกย้ายหุ้นสลับไปสลับมาได้หรอก
เอาเป็นว่าถ้าสรุปรวมๆ กับการแถลงในครั้งนี้ ก็แทบไม่มีอะไรใหม่
ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่ที่ "ทุกอย่างถูกกฎหมาย"
เรื่องใหม่ๆ ที่เพิ่งได้รับรู้กันอย่างแจ่มแจ้งแดงแจ๋ในวันนี้ หลังจากคนในสังคมควานหาตัวกันให้ควั่กมาหลายวันว่า ใคร...คือเจ้าของบริษัท แอมเพิล ริช ???
ก็ปรากฏชื่อออกมาแล้วว่า ที่แท้ "นายพานทองแท้" นี่เอง !!!
เรื่องมันเลยยิ่งตลกเข้าไปใหญ่ เพราะว่าบริษัท แอมเพิล ริช ที่มีชื่อ "นายพานทองแท้" ถือหุ้น 100% อยู่ที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น
กลับขายหุ้นให้กับ "นายพานทองแท้" ที่อยู่ในประเทศไทย
โดยแบ่งออกเป็นสองกอง คือ กองแรก 80% ของ "นายพานทองแท้" และกองที่สอง 20% ของ "น.ส.พิณทองทา"
อะไรมันจะสลับซับซ้อนขนาดนั้น !!!
หนำซ้ำยังมีหน้ามาบอกว่าการ "เล่นแร่แปรธาตุ" ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น
"การที่คนไทยนำหุ้นไทยมาขายในไทยและจ่ายเงินในไทย ส่วนตัวมองว่าดีกับประเทศมากเลย ทำให้เงินบาทแข็งตัวขึ้น ใน 2-3 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งตัวขึ้นเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ จาก 41 บาทกว่าเหลือ 38 บาทกว่าๆ ดุลชำระเงินต่างประเทศก็ดีขึ้นและเศรษฐกิจของประเทศก็ดีขึ้น"
ประเด็นที่น่าสนใจต่อไปก็คือ การชี้แจงครั้งนี้แทบไม่มีหลักฐานอะไรมาแสดง นอกจากเอกสารสองแผ่นที่ไม่ได้มีสาระอะไร
ไม่มีหลักฐานการถือครองหุ้น การโอนหุ้นทั้งในช่วงที่ "นายทักษิณ" โอนให้ "นายพานทองแท้" ก่อนการเลือกตั้ง 2544
ไม่มีแม้กระทั่งหลักฐานที่แสดงว่า "ก.ล.ต." รับรู้เรื่องการโอนหุ้นทุกๆ 5% เพราะล่าสุด ก.ล.ต.ก็ออกมาบอกแล้วว่ายังไม่เคยเห็น
ไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนบริษัทแอมเพิล ริช รวมถึงสเตทเมนท์จากธนาคารถึงการโอนเงินจำนวน 329 ล้านบาท
นอกจากนั้นเมื่อถูกซักในบางคำถาม สิ่งที่ "ทนายหน้าหอชินฯ" ทำได้ก็มีเพียงตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมา
ประเด็นไฮไลท์ที่สำคัญของการแถลงครั้งนี้ ยังอยู่ที่ข่าวคราวการบริจาคเงิน "1 พันล้านบาท" ให้กับมูลนิธิไทยคม ช่วยเหลือเรื่องการศึกษากับเด็กยากจน
ไม่เพียงแค่มีคำถามตามมาว่า 1 พันล้านมันจิ๊บจ๊อย เมื่อเทียบกับภาษีที่ไม่ต้องเสีย 26,000 ล้านบาท
หากสำคัญกว่านั้นอยู่ตรงที่ "มูลนิธิไทยคม" นั้น ใครเป็นเจ้าของต่างหาก ???
เข้าข่าย "อัฐยายซื้อขนมยาย" หรือไม่ ???
สักบาทก็ไม่ให้กระเด็นออกนอกรั้ว !!!
อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดมากที่เรื่องลึกลับซับซ้อน "ส่วนตั๊ว ส่วนตัว" และรับรู้กันภายในครอบครัวอย่างนี้
แต่ "นายทักษิณ" กลับไม่กล้าที่จะสู้หน้าประชาชี ด้วยการชี้แจงด้วยตัวเอง
เพราะคนทั้งบ้านทั้งเมืองต่างก็เห็นกันทั่วแล้วว่า "ทนายหน้าหอชินฯ" ไม่สามารถแก้ต่างในประเด็นสำคัญๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวได้
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "สามัญสำนึก" และ "จริยธรรม" ของคนเป็นผู้นำประเทศ
ถ้า "นายทักษิณ" ยังคงเป็น "นายทักษิณ" แบบเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่วิ่งเป็นวัวงานงกๆ
วิ่งเข้านอกออกในห้องรัฐมนตรีคนนั้นที คนนี้ที ด้วยความพินอบพิเทาจนแทบจะกราบเท้า
...ไม่ว่าจะเป็นวิ่งขายโทรศัพท์มือถือ
...วิ่งเต้นประมูลงานจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้หน่วยงานราชการ
...หรือ วิ่งขอสัมปทานคลื่นความถี่โทรศัพท์และช่องสัญญาณดาวเทียม
ก็คงไม่แปลกหรอกกับการจ้องหาช่องทางที่ถูกกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงภาษี
เพราะมันถือเป็นวิสัยปกติของคนทำธุรกิจ ที่ย่อมหาช่องทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในทุกวิถีทาง
ถูกจับได้ก็โดนปรับกันไปตามกระบวนการ
แต่วันนี้มันไม่ใช่ !!!
"นายทักษิณ" ได้รับเกียรติเป็นถึงผู้นำประเทศ
ควรจะกระทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีในทุกวิถีทาง และอย่างตรงไปตรงมา
ไม่ใช่ "โกหกพกลม" ไปวันๆ !!!
พูดจาอ้อมไปอ้อมมา แถมทำตัวเป็นเด็ก "ดื้อตาใส"
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้...ไหนๆ "นายทักษิณ" ก็ลงทุนอ้าปากจนเห็นไปถึงคอหอย-ลูกกระเดือกมาตั้งหลายวันแล้ว
แถมยังมั่นใจว่า 100% ดีลนี้ถูกกฎหมายเป๊ะๆ
ก็น่าจะออกมาแอ่นอกรับกับคำถามของสังคมด้วยตัวเอง
หรือถ้าให้คิดอีกที...
ก็อาจเป็นไปได้ว่า "นายทักษิณ" คงยังไม่รู้จะตอบยังไง
เพราะนอกจากคำว่า "จริยธรรม" จะไม่เคยมีอยู่ในสมองทั้งสองซีกแล้ว
ก็อาจเป็นเหตุผลเพราะ "ทนายหน้าหอชินฯ" คนนี้ เป็นผู้จัดการในเรื่องหุ้นและภาษีมาตั้งแต่ต้น
ตั้งแต่รอบซุกหุ้นให้คนใช้โน่นแล้ว
ฉะนั้น เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดทางเทคนิคใดๆ ตามมา
ก็สมแล้วที่ต้องตามล้างตามเช็ดกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ !!!
นักข่าวหมายเลข 9
(บอร์ดเราจะถูกปิดมะเนี่ย)